Main Content

เช็ก! ข้อดี-ข้อเสีย 5 ตัวช่วยดูแลผิว

ตอนนี้เทรนด์การดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพมาแรงมาก ทุกคนใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รวมถึงในเรื่องของผิวพรรณด้วย วิธีการเหล่านี้สามารถทำให้คุณสวยได้แบบยั่งยืน แต่บางครั้งความสวยก็ไม่สามารถรอได้ เพราะแต่ละคนพระเจ้าสร้างมาให้ไม่เหมือนกัน ผิวพรรณ รูปร่างหน้าตา แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เรามีตัวช่วยเพิ่มความสวยให้คุณได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยด้วย

ใครๆ ก็อยากมีผิวหน้าที่เรียบเนียน กระจ่างใส ไม่มีริ้วรอย แต่ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมโดยรอบ มลพิษต่างๆ ทำให้เราเกิดความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวพรรณหมองคล้ำ มีริ้วรอยก่อนวัย ฯลฯ จึงต้องมองหาตัวช่วยที่ดีมาดูแลผิวหน้า ผิวพรรณให้สวยอยู่เสมอ เช่น การทำทรีทเมนต์ การผลักวิตามินและการเลเซอร์

อันดับแรก เราต้องศึกษาข้อมูลให้ดีว่าบริการไหนช่วยแก้ปัญหาเรื่องผิวหน้าได้บ้าง คลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงศึกษาข้อดี-ข้อเสียของเครื่องมือ/บริการด้วย

วันนี้ หมอจะมาชี้ชัดให้เห็นว่า ตัวช่วยดูแลผิวให้เนียนใสว่ามีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง
1. ทรีทเมนต์หน้าใส อย่างเช่น PHA , Neopeel ฯลฯ เป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้ว หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินในชื่อของ AHA ในที่นี้ก็จะทำหน้าที่คล้ายๆ กันคือเป็นกรดผลไม้ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดเลือนจุดด่างดำ ทำให้หน้าดูใสขึ้น ซึ่งข้อดีของ Neopeel ต่างจาก AHA คือ เป็นกรดไขมันอ่อนๆ ตัวนี้จะลงลึก เข้าสู่ผิวมากกว่า AHA และยังมีความระคายเคืองน้อยกกว่าด้วย สำหรับข้อเสีย คือ บางคนหลังจากทำเสร็จแล้วอาจจะมีขุยเล็กๆ บนผิวหน้า แต่ว่า 2-3 วันก็จะหายไป ไม่ควรแกะ เกาและหมั่นทาครีมบำรุง/ครีมกันแดอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับทรีทเมนต์ PHA เป็นอีกตัวช่วยผลเซลล์ผิวที่มีความระคายเคืองน้อยกว่า AHA สามารถช่วยฆ่าเชื้อสิว ลดการอักเสบของผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ ทำให้ผิวเราแข็งแรงได้ ต่างจากทรีทเมนต์อื่นๆทั่วไปคือ ปกติหลังจากทาตัวผลัดเซลล์แล้วจะทำให้ผิวเราแห้งตึง แต่สำหรับตัวนี้จะทำให้ผิวของเรานุ่มและแข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ ข้อเสียคือ สำหรับคนที่มีปัญหาสิว-รอยสิวชัดเจน ตัวนี้อาจจะไม่ใช่ตัวที่รักษาสิวหรือรอยให้ดีขึ้นชัดเจนได้

2. การผลักวิตามิน ทุกคนล้วนรู้จักกันในชื่อ เมโสหน้าใส แต่ยังมีการผลักวิตามินอื่นๆ อีกเช่น Ionto Phono เป็นต้น การผลักวิตามินแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน มาดูตัวแรกก่อนนะคะ

Phono เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวน์ผลักวิตามินเข้าสู่ผิว เหมาะสำหรับผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง ผิวรอบดวงตานะคะ เพราะว่ามันไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากแค่อุ่นๆ ที่ผิว แล้วหลังทำจะรู้สึกว่าหน้าเนียน นุ่มแล้วก็ใสขึ้น ลดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาได้ด้วย ข้อเสียคืออาจจะไม่ตัวช่วยลดเลือนริ้วรอยได้ที่ดีสุด

Ionto เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าผลักวิตามินเข้าสู่ผิวเหมือนกัน แต่ข้อดีของ Ionto ก็คือผลักยาได้มากกว่า Phono แต่ข้อเสียก็คือหลังทำจะมีโอกาสหน้าแห้งหรือลอกได้บ้างเล็กน้อยเพราะมันใส่วิตามินได้มากกว่า จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสมหรือผิวมันมากกว่า

สำหรับเมโสหน้าใส มีด้วยกันอยู่ 2 แบบคือ การให้วิตามินผิวด้วยการใช้เข็มและการผลักวิตามินด้วยเครื่องต่างศักย์ไฟฟ้า มาดูเมโสที่ใช้เข็มกันก่อน เรียกว่า Mesotherapy สมัยก่อนเขาใช้เข็มเล็กๆ สะกิดเบาๆ ที่ผิวชั้นหนังแท้ใส่คอลลาเจน วิตามินซี รกแกะ กลูต้าไธโอน โกสต์เฟคเตอร์ตัวที่ทำให้หน้าใส หน้าเต่งตึงขึ้น เราจะได้ตัวยา 100% ข้อเสียคือ ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับคนกลัวเข็มและต้องดูความเชี่ยวชาญของคุณหมอด้วยนะคะ สำหรับเมโสแบบเครื่อง(Mesoporation) เป็นการผลักวิตามินเข้าผิวโดยใช้เครื่องที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้าและให้ผลลัพธ์เหมือนกันแต่อยู่ในระดับ 60-70% ซึ่งทางอย.อนุมัติมากกว่าการใช้เข็ม แล้วแตกต่างอย่างไรกับ Ionto และ Phono คือตัวเมโสแบบเครื่อง(Mesoporation) จะผลักวิตามินได้มากกว่า ยาคุณภาพสูงกว่า บำรุงผิวได้มากกว่านะคะ
3. เลเซอร์ มีด้วยกันหลายตัว หลายระดับที่ช่วยเรื่องหน้าใส ลดเลือนจุดด่างดำ รอยแผลเป็นจากสิวและกระชับรูขุมขน แต่วันนี้หมอจะแนะนำตัวที่หลายๆ คนคุ้นเคย เรียกว่า ND:YAG ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ Short pulsed ND:YAG และ Long pulsed ND:YAG เราจะมาเริ่มกับตัวแรกก่อนนะคะ

Short pulsed ND:YAG อาจจะได้ยินอีกชื่อคือ Medlite C6 ก็ได้ค่ะ เป็นเลเซอร์รักษารอยดำให้จางลง ถ้ายิงโดนเส้นขนจะสังเกตได้เลยว่าเส้นขนสีดำจะเปลี่ยนเป็นขาว ปกติเราก็จะเอามายิงกระ ยิงหน้าใส หรือยิงรักแร้ขาว ขาหนีบดำก็ได้นะคะ จะทำให้ผิวค่อยๆ ใสขึ้น ข้อดีของ Medlite C6 ก็คือช่วยเรื่องรอยดำมากกว่าเลเซอร์ทุกตัว แต่ข้อเสียคือถ้ายิงแรงๆจะร้อนนิดนึง ต้องรบกวนแปะยาชาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังทำก็จะรู้สึกแดงๆที่ผิวเล็กน้อย ประมาณอาทิตย์หนึ่งจะดีขึ้นและรู้สึกได้เลยว่าผิวใสขึ้น ถ้ายิงรักแร้ขาวก็จะรู้สึกว่ารักแร้ใสขึ้นด้วยนะคะ ถ้ารอยดำไม่มากก็ยิงแค่ 2-3 ครั้งก็รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคล้ำเยอะก็ 4-6 ครั้ง หลังทำอาจจะต้องรบกวนระวังแดดทากันแดดเยอะๆ สักอาทิตย์หนึ่งนะคะ

ตัวต่อมาคือ Long Pulsed ND : YAG ตามชื่อก็คือเลเซอร์จะลงลึกกว่า Medlite C6 ข้อดีคือทำเสร็จแล้วไม่เจ็บ หน้าจะไม่แดงออกไป ทำเสร็จเราโดนแดดได้ ความจริง Long Pulsed ND : YAG มีด้วยกันสี่หัว หัวแรกเป็นหัวที่ช่วยเรื่องขน ข้อดีของเลเซอร์ขนที่ใช้ Long Pulsed ND :YAG ก็คือ ยิงครั้งแรกรู้สึกได้เลยว่าขนหลุด ปกติถ้าขนเส้นบางทำ 5 ครั้งดีขึ้น ถ้าขนเส้นหนาทำ 10 ครั้งนะคะ เลเซอร์หัวที่ 2 ช่วยเรื่องสิวอักเสบ เลเซอร์หัวที่ 3 ช่วยเรื่องเส้นเลือด แต่หัวที่เรานิยมทำเป็นหัวที่ 4 Rejuvenation ข้อดีคือ ทำให้รู้ขุมขนกระชับ ริ้วรอยดีขึ้น หน้าเนียนใสขึ้นด้วยที่บางคนเรียกว่า เลเซอร์หน้าเด็ก และที่สำคัญคือไม่เจ็บ ไม่มีสะเก็ด ทำเสร็จแล้วสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ แต่ว่าข้อเสียคือ อาจจะไม่ใช่เลเซอร์ที่ขาวที่สุด แต่ส่วนใหญ่เราก็จะเอา Long Pulsed ND : YAG มาทำร่วมกับ Meso (หน้าใส), ผลักวิตามินหน้าใสและเอามาทำร่วมกับ SR เลเซอร์ลบจุดด่างดำ หน้าใสนะคะ

การที่จะดูแลผิว เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับเรา เราต้องศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อนตัดสินใจ และเมื่อเรามีผิวหน้าที่สวยใสแล้ว ก็หมั่นบำรุง ดูแลเขาอย่าสม่ำเสมอนะคะ เพื่อความสวยที่ยั่งยืนค่ะ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์