Main Content

ลักษณะแนวของลายไม้

ลักษณะแนวของลายไม้ ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ แต่อย่างใด เป็นแค่คนที่สนใจ และเนื่องจากความรู้เรื่องไม้มีเยอะมาก และมีหลายแหล่งมากจริงๆ ผมจะพยายามอธิบายให้ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมเริ่มใช้ไม้ครั้งแรก ในการทำอาวุธที่ผมชอบออกแบบในสมัยมัธยม (ซึ่งก็เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปีนะ555) ในสมัยนั้นผมเลือกใช้ไม้ เพราะว่ามันแข็งกว่ากระดาษแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นไม้ที่ผมใช้จึงเป็นไม้กระดานหรือไม้อัดแผ่นใหญ่ๆ ที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับกระดาษ และผมก็ทำงานไม้เหมือนตัดกระดาษเลย แค่เปลี่ยนจากกรรไกร และคัตเตอร์ มาเป็นเลื่อยเท่านั้นเอง
แต่ความจริงแล้ว ไม้มีความแตกต่างจากกระดาษมาก ที่สำคัญๆคือ

1. ไม้มีทิศทางของลายไม้(wood grain)อย่างชัดแจน ส่งผลกับทิศทางการรับแรง การขยายและหดตัว
2. ไม้มีการขยายและหดตัว มากน้อยตามลักษณะของการแปรรูป

ถ้าเราอยากจะรู้ว่า เราควรเลือกใช้ไม้อย่างไร เราควรจะทำความเข้าใจก่อนว่า ไม้ที่เราใช้มันมายังไง จริงๆแล้ว มันเริ่มจาก ต้นไม้! (ตกใจล่ะสิ ไม่เคยรู้เลยสินะ)

ลักษณะแนวของลายไม้ (Wood Grain)
คงไม่ต้องบอกนะครับว่าไม้มีเสี้ยน แต่การเข้าใจเรื่องเสี้ยนหรือ “ลายไม้” นี่แหละเป็นเรื่องสำคัญ ทิศทางของลายไม้ก็คือทิศทางของเส้นใยไม้ขณะเจริญเติบโตนั่นเอง ให้เราลองจินตนาการถึงต้นไม้ใหญ่ มันจะต้องทนแรงลมแรงพายุได้ ดังนั้นมันจึงทนแรงที่กระทำต่อด้านข้างได้ดี เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเวลาเราตัดไม้มาทำบ้าน เอาท่อนไม้นอนลงทำเป็นคานมันจึงรับน้ำหนักคนได้
แต่ในทางกลับกัน เวลาที่เราซื้อไม้กระดานแผ่นๆจากร้านเครื่องเขียนมา ลองเอามาหักตามลายไม้ดูสิครับ หักเป๊าะเลยใช่ไหม นั่นอาจเป็นเพราะว่า (มีคำว่าอาจแปลว่าผมเข้าใจเอาเองอะนะ 55) ต้นไม้ไม่มีความจำเป็นต้องรับแรงในลักษณะนี้มากนัก และถึงมีอะไรทำให้ต้นไม้ถูกผ่าเป็นสองซีกจริงๆ ถ้าท่อลำเลียงน้ำที่อยู่ตามแนวยาวของลายไม้ยังไม่ขาด มันก็ยังไม่ตายอยู่ดี

ทีนี้เมื่อเราต้องการนำไม้มาใช้ทำงาน เราต้องคำนึงถึงหลายสิ่งเช่น
1. ต้องรับแรงมากไหม?
2. ต้องการกว้างยาวขนาดไหน?
3. ต้องการโชว์ลวดลายของไม้หรือไม่?
4. ลักษณะชิ้นงานที่ทำ รองรับการยืดหดตัวได้มากแค่ไหน?
และอื่นๆ ที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก
เนื่องจากข้อมูลจากหลายๆแหล่งมีความขัดแย้งกัน ผมจึงพยายามแบ่งแยกย่อยเนื้อหาตามความเข้าใจของผม เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำมาใช้ในการเลือกไม้ได้บ้างไม่มากก็น้อย สงสัยตรงไหน สอบถามได้ในคอมเม้นนะครับ

ผลิตภัณฑ์จากไม้ มีสองประเภท (แบ่งแบบกว้างมาาาาก) อันได้แก่

1.ไม้แปรรูป (Lumber) หรือไม้เป็นท่อนๆหน้าตัดสี่เหลี่ยมที่เราเห็นกันทั่วไป
ในการแปรรูปไม้จากท่อนซุงมาเป็นไม้หน้าตาสี่เหลี่ยมที่เรานำมาใช้ เขาจะต้องเอาไม้มาเลื่อยตามแนวยาวเสียก่อน ซึ่งวิธีการเลื่อยท่อนซุงนั้น มีหลากหลายวิธีมาก แต่วิธีการที่นิยมมีอยู่ 2 แบบ คือ

– Plain Sawn หรือ Flat Sawn เป็นวิธีที่ผลิตไม้ได้ง่ายที่สุด จึงได้ไม้ที่มีต้นทุนน้อยที่สุด
– Quarter Sawn เป็นวิธีการเลื่อยที่ซับซ้อนกว่า โดยจะต้องเลื่อยไม้แบ่งเป็น 4 ส่วนก่อน แล้วจึงตัดไม้เป็นแผ่น ซึ่งก็มีวิธีการตัดท่อน 1/4 ของซุงที่ได้นี้ อีกหลายวิธีด้วยกัน ตามภาพ

1.1 การเลือกใช้ไม้แปรรูป เราจะเลือกจากความแข็งแรงของผิวไม้(เป็นรอยยากหรือง่าย) ความแข็งแรงของเนื้อไม้(รับน้ำหนักได้มากหรือน้อย) ความสวยงาม(ลายไม้) การยืดหดตัวของไม้(ชนิดของไม้และกระบวนการการแปรรูป)

1.1.1 แบ่งตามความแข็งของไม้ เป็นที่ถกเถียงกันมากเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งประเภทไม้ตามความแข็ง โดยเฉพาะไม้สัก ซึ่งหลายคนบอกว่า เป็นไม้เนื้ออ่อน หแต่หลายตำราก็บอกว่า เป็นไม้เนื้อแข็ง ผมคิดว่าข้อแตกต่างที่น่าจะเห็นได้ คือมาตรฐาน ในการตัดสินว่า ไม้นั้นๆจัดเป็นไม้ชนิดใด

แหล่งข้อมูลที่ผมหาได้ เป็นลายลักษณ์อักษร ก็น่าจะเป็นหนังสือของกรมป่าไม้ที่ กส.0702/6679 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2517 ที่แบ่งแยกประเภไม้ออกเป็นสามกลุ่มโดยยึดเอาค่าความแข็งแรงเป็นหลัก แต่ผมจะขออธิบายเพิ่มเติมในแต่ละประเภทถึงความเข้าใจโดยทั่วไปด้วยนะครับ

ไม้เนื้ออ่อน มีความแข็งแรง ต่ำกว่า 600 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานต่ำกว่า 2 ปี
โดยทั่วไปแล้วช่างอาจจำแนกไม้เนื้ออ่อนว่า เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งง่าย เอามาทำงานDIYง่ายๆได้ดี (ส่วนใหญ่ที่ผมใช้ก็คือประเภทนี้) ใช้ทำงานตกแต่ง งานเครื่องใช้ในบ้าน มีน้ำหนักเบา แต่ไม่ค่อยมีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ไม่มาก และไม่ค่อยทนทาน เช่น ไม้ยางพารา ไม้ฉำฉา ไม้กระท้อน ไม้ทุเรียน ฯลฯ

ไม้เนื้อแข็งปานกลาง มีความแข็งแรง ระหว่าง 600-1,000 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานระหว่าง 2-6 ปี
โดยทั่วไปแล้วช่างอาจจำแนกไม้เนื้อแข็งปานกลางนี้ว่า เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งได้ยาก เนื้อไม้จะแน่นกว่า มีลายไม้ละเอียดกว่า ไม้เนื้ออ่อน เพราะมักจะเป็นไม้ที่โตช้ากว่า วงปีจะถี่กว่า มีน้ำหนักมาก แข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักได้มาก เช่น ไม้มะม่วง ไม้สน ไม้ยมหอม ฯลฯ
ไม้เนื้อแข็ง มีความแข็งแรงมากกว่า 1,000 กก./ลบ.ซม. มีความทนทานมากกว่า 6 ปี
เป็นไม้ที่โตช้าที่สุด ลายไม้ละเอียดที่สุดในสามประเภท เป็นไม้ที่เลื่อย ไส และตกแต่งได้ยากมาก มีน้ำหนักไม่มาก แต่แข็งแรงกว่าไม้เนื้อแข็ง มักนำมาใช้ทำโครงสร้าง บ้าน เช่น เสาและคาน ที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ ตัวอย่างเช่น ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้สัก ฯลฯ
ในเรื่องของไม้สักที่ยังถกเถียงกันอยู่นั้น หลังจากที่ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ผมพบว่า ไม้สัก กับ ไม้สน นั้นเป็นไม้ที่มีค่าความต้านแรงดัน พอๆกัน คือประมาณ 100-106 นิวตัน/ตร.มม. แต่ไม่สักอาจมีความทนทานได้มากกว่า 10 ปี ในขณะที่ไม้สนอาจมีความทนทานได้เพียง 2-6 ปี นั่นเป็นสาเหตุที่ไม้ทั้งสองถูกจัดอยู่ในกลุ่มความแข็งที่ต่างกัน

1.1.2 แบ่งตามลักษณะการแปรรูป พูดง่ายๆคือดูว่ามันมาจากส่วนไหนของต้นไม้ ซึ่งมีผลต่อทิศทางการยืดหดตัวของไม้ เนื่องจากไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถึงแม้ว่าจะนำมาแปรรูปแล้วก็ตาม ไม้ยังคงมีการดูดและคายความชื่นอยู่ตลอดเวลาทำให้มีการยืดหดตัวของแต่ละส่วนแตกต่างกันตามลักษณะของเนื้อไม้ส่วนนั้นๆ